Archive

หุ้น


http://blip.tv/sorawut/money-talk-%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2-4738598

Advertisements

ความหมาย ของ Underperform, Outperform, Overweight, Underweight, Oversold, Overbought

Underperform , Outperform กะ Neutral มันบอกทิศทางหุ้น เทียบกับอะไรซักอย่างครับ เช่นเทียบกับดัชนี SET หรือเทียบกับดัชนีรายกลุ่ม

Underperform ก็เช่น SET ขึ้นไป 20% พี่แกเพิ่งขึ้นตามได้ 2%
Outperform ก็ขึ้นมากกว่าเพื่อน SET ขึ้น 5% ของเราขึ้น 20%
Neutral ก็งั้นๆ ไปไหนไปกัน ขึ้นขึ้นตาม ลงลงตาม ไม่หวือหวา

Overweight , Underweight เป็นการบอกน้ำหนักของหุ้นครับ เป็นวิธีการแนะนำน้ำหนักการลงทุนของนักวิเคราะห์น่ะครับ เช่น Overweight ก็ควรซื้อเยอะกว่าปกติซักหน่อย แต่ก่อนเคยซื้อ 5% ของ Port เพิ่มเป็น 10% นะ Underweight ก็ลดลงหน่อย แต่ก่อนมี 10% ตอนนี้ลดลงเหลือ 5% อะไรประมาณนั้นครับ ต้องใช้คู่กับพวก Buy, Sell, Strong Buy, Strong Sell ที่โบรกบอกมาด้วยครับ

Oversold กับ Overbought เป็นศัพท์เทคนิคครับ ขายมากเกินไปกับซื้อมากเกินไป อย่างปกติ 10 วันซื้อขายกัน 10 ล้านหุ้น ตอนนี้ 10 วันขึ้นมา 10% 50 ล้านหุ้นก็ Overbought เวลาลงก็เหมือนกัน แต่หุ้นบางตัวมันมีวอลุ่มผิดปกตินะครับ ซื้อๆขายๆ หลายรอบ อาจพลาดได้ อย่าง TNDT มีหุ้น IPO 20 ล้านหุ้น เทรดกันวันละ 40 ล้านหุ้นประจำ ต้องดูด้วยครับ


เครดิตภาษีเงินปันผล ทางเลือกในการลดภาระภาษีที่ไม่ควรมองข้าม

ใกล้เทศกาลแห่งการยื่นเสียภาษีประจำปี 2555 กันแล้ว เชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงมีการลงทุนใน LTF, RMF หรือซื้อประกันชีวิต เพื่อนำมาลดหย่อนภาษีกันเป็นปกติ รวมถึงอาจจะมีนักลงทุนบางท่านเน้นลงทุนในบริษัทจดทะเบียนเพื่อหวังเงินปันผลมาเครดิตภาษี เพื่อเป็นการลดภาระภาษีเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่หลายๆ ท่านอาจมองข้ามไป

การเครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร? คือ สิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผล เนื่องจากการได้รับเงินปันผลจากบริษัทจดทะเบียนนั้น มาจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่จ่ายภาษีนิติบุคคลมาแล้ว (ในอัตรา 0-50%) หลังจากนั้นเมื่อผู้ถือหุ้นได้รับเงินดังกล่าวจะต้องโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายอีกครั้งในอัตรา 10% ทำให้เป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน กรมสรรพากรจึงให้สิทธิผู้ได้รับเงินปันผล สามารถนำเงินปันผลมาเครดิตภาษีเงินปันผลได้ กล่าวคือ เป็นการนำรายได้จากเงินปันผลก่อนเสียภาษีนิติบุคคลมารวมคำนวณกับรายได้อื่นๆ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยหลักการแล้วก็คือ หากฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่ำกว่าภาษีเงิน…ได้นิติบุคคลของบริษัทที่จ่ายเงินปันผล ก็จะสามารถขอคืนภาษีได้

ตัวอย่างเช่น นาย ก. มีรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เรียบร้อยแล้วอยู่ที่ 300,000 บาท และมีเงินปันผลจากบริษัท A จำนวน 77,000 บาท โดยอัตราภาษีนิติบุคคลของบริษัท A เท่ากับ 23% (สมมติให้ นาย ก. เป็นผู้ถือหุ้นคนเดียวของบริษัท A) หมายความว่า บริษัท A มีรายได้ก่อนเสียภาษี 100,000 บาท และจ่ายภาษีนิติบุคคล 23,000 บาท เหลือปันผลให้นาย ก. 77,000 โดนหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% เหลือเงินสดถึงนาย ก. 69,300 บาท (จะเทียบเท่ากับนาย ก. เสียภาษีเงินปันผล 100,000 – 69,300 = 30,700 บาท หรือเท่ากับ 30.7%) โดยนาย ก. มีทางเลือก 2 กรณี ดังนี้

จากทั้ง 2 ทางเลือก นาย ก. ควรเลือกที่จะเครดิตภาษี (กรณีที่ 2)เนื่องจากจะได้ภาษีคืน 5,700 บาท หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นการประหยัดภาษีได้ถึง 20,700 บาท เมื่อเทียบกับการไม่นำเงินปันผลไปเครดิตภาษี (กรณีที่ 1) ซึ่งการเครดิตภาษีสามารถช่วยลดภาระภาษีลงได้กรณีที่ฐานภาษีของผู้เสียภาษีน้อยกว่า อัตราภาษีของบริษัทจดทะเบียนที่จ่ายเงินปันผล จึงเหมาะกับผู้ที่มีฐานภาษีต่ำๆ เช่น ผู้เริ่มต้นทำงานหรือผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณที่ไม่มีรายได้หลักจากการทำงาน

ทั้งนี้ มีข้อพิจารณาในการเครดิตภาษีเงินปันผลคือ 1. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของแต่ละ บจ. อาจแตกต่างกันได้ตามประเภทหรือแหล่งรายได้ หาก บจ.ที่จ่ายเงินปันผล จากรายได้ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ได้รับการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับการยกเว้นภาษี (กรณีนี้จะไม่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปเครดิตภาษี) และหาก บจ. มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การนำเครดิตภาษีเงินปันผลอาจส่งผลให้ต้องชำระภาษีเพิ่มได้ 2. หากตัดสินใจเลือกนำเงินปันผลมาเครดิตภาษี จะต้องนำเงินปันผลทุกรายการที่ได้รับมาคำนวณ จะเลือกนำเฉพาะรายการใดรายการหนึ่งไม่ได้

ที่มา TSI


กองทุนทอง ที่สามารถ ซื้อ-ขาย และสับเปลี่ยนได้ทุกวัน
จะมี ให้เลือกลงทุนได้ 2 กองทุนครับ
คือ SCBGOLD และ SCBGOLDH

โดยทั้ง 2 กองทุน จะไม่มีการจ่ายปันผลครับ

ความแตกต่างของ 2 กองทุนคือ
SCBGOLD จะไม่มีประกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน
โดยการคำนวณราคาหน่วยลงทุน จะมี 2 ตัวแปลที่ส่งผลโดยตรงคือ
1. ราคาของ SPDR Gold Trust
2. อัตรแลกเปลี่ยนเงิน US$/บาท

SCBGOLDH จะมีการทำสัญญาการซื้อ-ขาย เงินสกุล US$ เอาไว้
ด้วยค่าเงินบาทที่คงที่ โดยมีระยะเวลาชำระคืนในรูปสกุลเงิน US$ ทำ
ให้สามารลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนไปได้กว่า 90%

สำหรับกำหนดเวลาในการทำรายการ
สามารถทำรายการ ซื้อ, ขาย และสับเปลี่ยนได้ทุกวันทำการ ภายในเวลา
15:00 น. ทั้งขาเข้า และ ขาออก

ส่วนการสับเปลี่ยน จะเปิดให้สับเปลี่ยนได้ระหว่าง SCBGOLD และ SCBGOLDH
เท่านั้น โดยสามารถสับเปลี่ยนออก และ เข้าปลายทางได้ในวันเดียวกัน (T+0)
แต่จะไม่เปิดให้สับเปลี่ยนออกไปกองทุนประเภทอื่น ที่ไม่ใช่กองทุนทองครับ

ดังนั้นถ้าต้องการออกจากการลงทุนในกองทุนทองทั้ง 2 กองทุน จะทำได้เฉพาะ
การขายคืน เพื่อนนำเงินออกไปพักในบัญชีธนาคารเท่านั้นครับ

ทั้งนี้ สามารถเริ่มต้นลงทุนใน SCBGOLD หรือ SCBGOLDH ทาง SCB Easy Net
ได้ตั้งแต่ครั้งแรก ถ้ามีหมายเลขทะเบียนลูกค้า ที่เคยลงทุนกับกองทุนอื่นมาแล้ว ได้โดยไม่
ต้องเสียเวลาไปเริ่มต้นที่สาขาธนาคารก็ได้ครับ

สำหรับรหัสการทำรายการ GOLD และ GOLDH ครับ

ขั้นต่ำในการซื้อครั้งแรก 5,000 บาท ครั้งต่อๆไป ขั้นต่ำที่ 1,000 บาท หรือจะเริ่มต้น
การลงทุนครั้งแรกด้วยการสับเปลี่ยนเงินลงทุน จากกองทุนประเภทอื่นมาลงทุนเริ่มต้นที่ขั้นต่ำ
เพียง 1,000 บาทก็ได้ด้วยครับ


ความแตกต่างระหว่าง ETF และ กองทุนเปิด
ความแตกต่าง
ETF
กองทุนเปิด
ราคา
ตลอดเวลาทำการ
สิ้นวันทำการ
การซื้อขาย
ไม่มีผลกระทบต่อราคาของหุ้น
ที่อยู่ในดัชนีอ้างอิง
อาจจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นที่อยู่ในพอร์ตการลงทุน
ช่องทางการซื้อขาย
โบรกเกอร์
บลจ. หรือ ตัวแทนจำหน่าย
การขายชอร์ต
ได้
ไม่ได้
การส่งคำสั่ง Limit Order
ได้
ไม่ได้
การซื้อด้วยบัญชีมาร์จิ้น
ได้
ไม่ได้
ค่าธรรมเนียมการบริหาร
ต่ำ
ต่ำ – ปานกลาง
การซื้อขายแบบ Active
ง่ายและสะดวก
อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=526191&Ntype=4


ความเข้าใจผิดกับ LTF – RMF

1.เข้าใจผิดว่าสามารถซื้อกองทุน LTF และ RMF ได้ถึงปีละไม่เกิน 700,000 บาท

ปี 2551 ได้มีการขยายเพดานเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษีจากสูงสุด 15% ของรายได้รวมแต่ไม่เกิน 500,000 บาท เป็นสูงสุด 15% ของรายได้รวมแต่ไม่เกิน 700,000 บาท โดยในกรณีที่ต้องการลงทุนในช่วง 500,000 ถึง 700,000 บาทต้องดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2551 เท่านั้น

กรณีนี้ยังมีความเข้าใจผิดว่า ในปัจจุบันสามารถซื้อ LTF และ RMF ได้เต็มเพดานที่ 700,000 บาทอยู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะถ้าลงทุนใน LTF หรือ RMF เกินกว่าสิทธิที่ได้รับ (คือ 15% ของรายได้รวมแต่ไม่เกินเพดานที่กำหนด) นอกจากจะทำให้ไม่สามารถนำส่วนที่ลงทุนเกินไปใช้ประหยัดภาษีได้แล้ว หากครบกำหนดและมีกำไรก็ต้องนำกำไรที่ได้มาจากเงินลงทุนส่วนเดินรวมคำรวณเป็นรายได้อีกด้วย

ข้อเท็จจริง เพดานเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษีแบ่งได้เป็น
– LTF ลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวม สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
– RMF ลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวม และเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันชีวิตแบบบำนาญในปีภาษีนั้น ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

คำเตือน : อย่าลงทุนเกินกว่าสิทธิที่จะได้รับ

2.เข้าใจผิดว่าถ้าเลือกลงทุนใน RMF และ LTF กองไหนแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่มักพบบ่อย แต่ในทางปฏิบัติหากผู้ลงทุนได้เลือกกองทุนที่มีความเสี่ยงไม่เหมาะกับตนเองก็สามารถติดต่อบริษัทจัดการหรือตัวแทนเพื่อเปลี่ยนจากกองทุนหนึ่งไปเป็นอีกกองทุนหนึ่งได้ แต่การสับเปลี่ยนกองทุน (Switch) ต้องทำภายใต้กองทุนประเภทเดียวกัน คือการสับเปลี่ยนกองทุน RMF ไปเป็นกองทุนอื่น จะต้องเป็นกองทุน RMF ด้วยกันเท่านั้น ไม่สามารถสับเปลี่ยนจาก RMF ไปเป็น LTF หรือกองทุนรวมทั่วไปได้ และในปัจจุบันบริษัทจัดการส่วนใหญ่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผู้ลงทุนสามารถแจ้งความประสงค์สับเปลี่ยนกองทุนได้ทุกวันทำการ

3.เข้าใจผิดว่าถ้าลงทุนกับ บลจ.แห่งใดแล้วจะไม่สามารถย้ายเงินก้อนนั้นไป บลจ. อื่นได้

กรณีนี้ก็เป็นปัญหาใกล้เคียงกับเรื่องการสับเปลี่ยนกองทุน เพราะหลายคนเข้าใจว่าถ้าลงทุนกับที่ไหนแล้วก็ต้องถือครองไปจนครบตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ถ้าจะใช้บริการของบริษัทจัดการลงทุนอื่นก็ต้องซื้อกองทุนใหม่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ลงทุนสามารถย้ายเงินลงทุนใน LTF และ RMF จากบริษัทจัดการหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่งตลอดเวลา

แต่สิ่งที่ต้องทราบเพิ่มเติม คือ ค่าใช้จ่ายในการโอนย้ายข้ามบริษัทจัดการ ซึ่งโดยปกติทางบริษัทต้นทางจะคิดค่าธรรมเนียมในการโอนย้าย ซึ่งแต่ละแห่งและแต่ละกองอาจมีค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน รวมทั้งมีกำหนดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการโอนย้ายด้วย นอกจากนี้ การโอนย้ายกองทุนยังคงต้องเป็นภายใต้กองทุนประเภทเดียวกันเช่นเดียวด้วย

4.เข้าใจผิดว่าการขาย RMF ต้องอายุครบ 55 ปี และถือมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี เท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขอื่น

กองทุน RMF มีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากว่าจะขายกองทุน RMF ได้เมื่อไหร่ โดยเกณฑ์ที่ใช้ในปัจจุบันคือต้องมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และอายุการถือครอง RMF มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรก โดยนับวันชนวัน และต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปี หยุดได้ปีเว้นปีหรือเมื่อไม่มีรายได้ แต่หากมีการเว้นลงทุนในปีใด ก็จะไม่นับอายุการลงทุนและถือครองในปีนั้น เช่น ในช่วง 5 ปีมีการลงทุน 4 ครั้ง ตามเกณฑ์จะนับว่ามีอายุการลงทุน 4 ปีเท่านั้น

อย่างไรก็ดี มีกรณีเดียวที่ทำให้สามารถขาย RMF บางส่วน โดยไม่เข้าข่ายว่าผิดเงื่อนไขของกรมสรรพากร กรณีนี้คือการซื้อกองทุน RMF มาก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2551 และลงทุนถูกต้องตามเงื่อนไขเรื่องอายุการถือครอง แม้ว่าผู้ถือหน่วยจะมีอายุไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์ก็ตามสามารถขายได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข แต่เฉพาะส่วนที่ซื้อก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2551 เท่านั้น

ทั้งนี้ หากบุคคลเดียวกันมีการซื้อหลังวันที่ 1 มีนาคม 2551 กองที่ซื้อมาในภายหลังจะยังคงต้องเข้าเกณฑ์อายุ 55 ปี ถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี และลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปีดังกล่าว

ส่วนกองทุน LTF ยังใช้เงื่อนไขเดิม คือ ต้องลงทุนและถือมาแล้ว 5 ปีปฏิทิน นับอายุลงทุน และถือครองแยกรายปีที่ลงทุนและนับเฉพาะก้อนที่ครบเท่านั้น ไม่ใช้วิธีการนับโดยรวมเงินลงทุนเหมือน RMF

5.เข้าใจผิดว่าสามารถลงทุนใน RMF และ LTF ได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น

สามารถซื้อ LTF และ RMF ได้หลายครั้ง โดยยอดที่นำมาใช้ประหยัดภาษีก็คือยอดรวมที่ซื้อในปีนั้นๆ (ไม่รวมกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้น) นอกจากนี้ บริษัทจัดการหลายแห่งเปิดให้มีการทำการซื้อกองทุนรวมผ่านระบบตัดบัญชีอัตโนมัติ หรือเรียกเก็บเงินผ่านบัตรเครดิตเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการใช้วิธีการลงทุนแบบเฉลี่ยราคาหรือ Dollar Cost Averaging และอย่าลืมว่า ใช้ยอดการลงทุนทั้งหมดในปีนั้นๆ มาคำนวณเพื่อประหยัดภาษีได้แต่เฉพาะเงินลงทุนเท่านั้น ไม่นับรวมกำไรขาดทุนนะคะ

ที่มา: วารสาร Money & Wealth ฉบับเดือน ตุลาคม 2555 และฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย


วิธีการนี้ให้ดูที่ข้อมูล Upside Capture Ratio และ Downside Capture Ratio
โดย Upside Capture Ratio หมายถึง ค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดว่ากองทุนสามารถทำผลงานได้ดีหรือแย่กว่าดัชนีมาตรฐาน (Benchmark) ในช่วงตลาดขาขึ้น (ดัชนีมาตราฐานมีค่าเป็นบวก) ตัวอย่างเช่น ถ้ากองทุนรวม A มีค่า Upside Capture Ratio ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาเท่ากับ 120.23% หมายความว่า สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีมาตราฐานอยู่ 20.23% รวมถึงอาจจะบอกได้ว่ากองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ดีในช่วงตลาดขาขึ้น ดังนั้นค่า Upside Capture Ratio ยิ่งมากจะยิ่งดี (โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 100%)

ส่วน Downside Capture Ratio หมายถึง ค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดว่ากองทุนสามารถทำผลงานได้ดีหรือแย่กว่าดัชนีมาตราฐาน (Benchmark) ในช่วงตลาดขาลง (ดัชนีมาตราฐานมีค่าเป็นลบ) ตัวอย่างเช่น ถ้ากองทุนรวม A มีค่า Downside Capture Ratio ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาเท่ากับ 86% หมายความว่าสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ดัชนีมาตรฐานอยู่ 14 % รวมถึงอาจจะบอกได้ว่ากองทุนนี้มีผลตอบแทนได้ดีในช่วงตลาดขาลง ดังนั้น ค่า Downside Capture Ratio ยิ่งน้อยจะยิ่งดี (โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 100%)