Archive

กองทุนรวม


กองทุนทอง ที่สามารถ ซื้อ-ขาย และสับเปลี่ยนได้ทุกวัน
จะมี ให้เลือกลงทุนได้ 2 กองทุนครับ
คือ SCBGOLD และ SCBGOLDH

โดยทั้ง 2 กองทุน จะไม่มีการจ่ายปันผลครับ

ความแตกต่างของ 2 กองทุนคือ
SCBGOLD จะไม่มีประกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน
โดยการคำนวณราคาหน่วยลงทุน จะมี 2 ตัวแปลที่ส่งผลโดยตรงคือ
1. ราคาของ SPDR Gold Trust
2. อัตรแลกเปลี่ยนเงิน US$/บาท

SCBGOLDH จะมีการทำสัญญาการซื้อ-ขาย เงินสกุล US$ เอาไว้
ด้วยค่าเงินบาทที่คงที่ โดยมีระยะเวลาชำระคืนในรูปสกุลเงิน US$ ทำ
ให้สามารลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนไปได้กว่า 90%

สำหรับกำหนดเวลาในการทำรายการ
สามารถทำรายการ ซื้อ, ขาย และสับเปลี่ยนได้ทุกวันทำการ ภายในเวลา
15:00 น. ทั้งขาเข้า และ ขาออก

ส่วนการสับเปลี่ยน จะเปิดให้สับเปลี่ยนได้ระหว่าง SCBGOLD และ SCBGOLDH
เท่านั้น โดยสามารถสับเปลี่ยนออก และ เข้าปลายทางได้ในวันเดียวกัน (T+0)
แต่จะไม่เปิดให้สับเปลี่ยนออกไปกองทุนประเภทอื่น ที่ไม่ใช่กองทุนทองครับ

ดังนั้นถ้าต้องการออกจากการลงทุนในกองทุนทองทั้ง 2 กองทุน จะทำได้เฉพาะ
การขายคืน เพื่อนนำเงินออกไปพักในบัญชีธนาคารเท่านั้นครับ

ทั้งนี้ สามารถเริ่มต้นลงทุนใน SCBGOLD หรือ SCBGOLDH ทาง SCB Easy Net
ได้ตั้งแต่ครั้งแรก ถ้ามีหมายเลขทะเบียนลูกค้า ที่เคยลงทุนกับกองทุนอื่นมาแล้ว ได้โดยไม่
ต้องเสียเวลาไปเริ่มต้นที่สาขาธนาคารก็ได้ครับ

สำหรับรหัสการทำรายการ GOLD และ GOLDH ครับ

ขั้นต่ำในการซื้อครั้งแรก 5,000 บาท ครั้งต่อๆไป ขั้นต่ำที่ 1,000 บาท หรือจะเริ่มต้น
การลงทุนครั้งแรกด้วยการสับเปลี่ยนเงินลงทุน จากกองทุนประเภทอื่นมาลงทุนเริ่มต้นที่ขั้นต่ำ
เพียง 1,000 บาทก็ได้ด้วยครับ


ความเข้าใจผิดกับ LTF – RMF

1.เข้าใจผิดว่าสามารถซื้อกองทุน LTF และ RMF ได้ถึงปีละไม่เกิน 700,000 บาท

ปี 2551 ได้มีการขยายเพดานเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษีจากสูงสุด 15% ของรายได้รวมแต่ไม่เกิน 500,000 บาท เป็นสูงสุด 15% ของรายได้รวมแต่ไม่เกิน 700,000 บาท โดยในกรณีที่ต้องการลงทุนในช่วง 500,000 ถึง 700,000 บาทต้องดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2551 เท่านั้น

กรณีนี้ยังมีความเข้าใจผิดว่า ในปัจจุบันสามารถซื้อ LTF และ RMF ได้เต็มเพดานที่ 700,000 บาทอยู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะถ้าลงทุนใน LTF หรือ RMF เกินกว่าสิทธิที่ได้รับ (คือ 15% ของรายได้รวมแต่ไม่เกินเพดานที่กำหนด) นอกจากจะทำให้ไม่สามารถนำส่วนที่ลงทุนเกินไปใช้ประหยัดภาษีได้แล้ว หากครบกำหนดและมีกำไรก็ต้องนำกำไรที่ได้มาจากเงินลงทุนส่วนเดินรวมคำรวณเป็นรายได้อีกด้วย

ข้อเท็จจริง เพดานเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษีแบ่งได้เป็น
– LTF ลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวม สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
– RMF ลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวม และเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันชีวิตแบบบำนาญในปีภาษีนั้น ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

คำเตือน : อย่าลงทุนเกินกว่าสิทธิที่จะได้รับ

2.เข้าใจผิดว่าถ้าเลือกลงทุนใน RMF และ LTF กองไหนแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่มักพบบ่อย แต่ในทางปฏิบัติหากผู้ลงทุนได้เลือกกองทุนที่มีความเสี่ยงไม่เหมาะกับตนเองก็สามารถติดต่อบริษัทจัดการหรือตัวแทนเพื่อเปลี่ยนจากกองทุนหนึ่งไปเป็นอีกกองทุนหนึ่งได้ แต่การสับเปลี่ยนกองทุน (Switch) ต้องทำภายใต้กองทุนประเภทเดียวกัน คือการสับเปลี่ยนกองทุน RMF ไปเป็นกองทุนอื่น จะต้องเป็นกองทุน RMF ด้วยกันเท่านั้น ไม่สามารถสับเปลี่ยนจาก RMF ไปเป็น LTF หรือกองทุนรวมทั่วไปได้ และในปัจจุบันบริษัทจัดการส่วนใหญ่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผู้ลงทุนสามารถแจ้งความประสงค์สับเปลี่ยนกองทุนได้ทุกวันทำการ

3.เข้าใจผิดว่าถ้าลงทุนกับ บลจ.แห่งใดแล้วจะไม่สามารถย้ายเงินก้อนนั้นไป บลจ. อื่นได้

กรณีนี้ก็เป็นปัญหาใกล้เคียงกับเรื่องการสับเปลี่ยนกองทุน เพราะหลายคนเข้าใจว่าถ้าลงทุนกับที่ไหนแล้วก็ต้องถือครองไปจนครบตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ถ้าจะใช้บริการของบริษัทจัดการลงทุนอื่นก็ต้องซื้อกองทุนใหม่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ลงทุนสามารถย้ายเงินลงทุนใน LTF และ RMF จากบริษัทจัดการหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่งตลอดเวลา

แต่สิ่งที่ต้องทราบเพิ่มเติม คือ ค่าใช้จ่ายในการโอนย้ายข้ามบริษัทจัดการ ซึ่งโดยปกติทางบริษัทต้นทางจะคิดค่าธรรมเนียมในการโอนย้าย ซึ่งแต่ละแห่งและแต่ละกองอาจมีค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน รวมทั้งมีกำหนดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการโอนย้ายด้วย นอกจากนี้ การโอนย้ายกองทุนยังคงต้องเป็นภายใต้กองทุนประเภทเดียวกันเช่นเดียวด้วย

4.เข้าใจผิดว่าการขาย RMF ต้องอายุครบ 55 ปี และถือมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี เท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขอื่น

กองทุน RMF มีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากว่าจะขายกองทุน RMF ได้เมื่อไหร่ โดยเกณฑ์ที่ใช้ในปัจจุบันคือต้องมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และอายุการถือครอง RMF มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรก โดยนับวันชนวัน และต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปี หยุดได้ปีเว้นปีหรือเมื่อไม่มีรายได้ แต่หากมีการเว้นลงทุนในปีใด ก็จะไม่นับอายุการลงทุนและถือครองในปีนั้น เช่น ในช่วง 5 ปีมีการลงทุน 4 ครั้ง ตามเกณฑ์จะนับว่ามีอายุการลงทุน 4 ปีเท่านั้น

อย่างไรก็ดี มีกรณีเดียวที่ทำให้สามารถขาย RMF บางส่วน โดยไม่เข้าข่ายว่าผิดเงื่อนไขของกรมสรรพากร กรณีนี้คือการซื้อกองทุน RMF มาก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2551 และลงทุนถูกต้องตามเงื่อนไขเรื่องอายุการถือครอง แม้ว่าผู้ถือหน่วยจะมีอายุไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์ก็ตามสามารถขายได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข แต่เฉพาะส่วนที่ซื้อก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2551 เท่านั้น

ทั้งนี้ หากบุคคลเดียวกันมีการซื้อหลังวันที่ 1 มีนาคม 2551 กองที่ซื้อมาในภายหลังจะยังคงต้องเข้าเกณฑ์อายุ 55 ปี ถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี และลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปีดังกล่าว

ส่วนกองทุน LTF ยังใช้เงื่อนไขเดิม คือ ต้องลงทุนและถือมาแล้ว 5 ปีปฏิทิน นับอายุลงทุน และถือครองแยกรายปีที่ลงทุนและนับเฉพาะก้อนที่ครบเท่านั้น ไม่ใช้วิธีการนับโดยรวมเงินลงทุนเหมือน RMF

5.เข้าใจผิดว่าสามารถลงทุนใน RMF และ LTF ได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น

สามารถซื้อ LTF และ RMF ได้หลายครั้ง โดยยอดที่นำมาใช้ประหยัดภาษีก็คือยอดรวมที่ซื้อในปีนั้นๆ (ไม่รวมกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้น) นอกจากนี้ บริษัทจัดการหลายแห่งเปิดให้มีการทำการซื้อกองทุนรวมผ่านระบบตัดบัญชีอัตโนมัติ หรือเรียกเก็บเงินผ่านบัตรเครดิตเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการใช้วิธีการลงทุนแบบเฉลี่ยราคาหรือ Dollar Cost Averaging และอย่าลืมว่า ใช้ยอดการลงทุนทั้งหมดในปีนั้นๆ มาคำนวณเพื่อประหยัดภาษีได้แต่เฉพาะเงินลงทุนเท่านั้น ไม่นับรวมกำไรขาดทุนนะคะ

ที่มา: วารสาร Money & Wealth ฉบับเดือน ตุลาคม 2555 และฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย


วิธีการนี้ให้ดูที่ข้อมูล Upside Capture Ratio และ Downside Capture Ratio
โดย Upside Capture Ratio หมายถึง ค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดว่ากองทุนสามารถทำผลงานได้ดีหรือแย่กว่าดัชนีมาตรฐาน (Benchmark) ในช่วงตลาดขาขึ้น (ดัชนีมาตราฐานมีค่าเป็นบวก) ตัวอย่างเช่น ถ้ากองทุนรวม A มีค่า Upside Capture Ratio ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาเท่ากับ 120.23% หมายความว่า สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีมาตราฐานอยู่ 20.23% รวมถึงอาจจะบอกได้ว่ากองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ดีในช่วงตลาดขาขึ้น ดังนั้นค่า Upside Capture Ratio ยิ่งมากจะยิ่งดี (โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 100%)

ส่วน Downside Capture Ratio หมายถึง ค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดว่ากองทุนสามารถทำผลงานได้ดีหรือแย่กว่าดัชนีมาตราฐาน (Benchmark) ในช่วงตลาดขาลง (ดัชนีมาตราฐานมีค่าเป็นลบ) ตัวอย่างเช่น ถ้ากองทุนรวม A มีค่า Downside Capture Ratio ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาเท่ากับ 86% หมายความว่าสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ดัชนีมาตรฐานอยู่ 14 % รวมถึงอาจจะบอกได้ว่ากองทุนนี้มีผลตอบแทนได้ดีในช่วงตลาดขาลง ดังนั้น ค่า Downside Capture Ratio ยิ่งน้อยจะยิ่งดี (โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 100%) 


เทคนิคเลือกลงทุน LTF-RMF อย่างง่าย!

ใกล้สิ้นปีกันทีไร กองทุนรวมหุ้นระยะยาว [LTF] และกองทุนรวมเพื่อเกษียณ [RMF] จะได้รับการกล่าวถึงอย่างคึกคัก เพราะผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีบุคคลธรรมดา หรือมนุษย์เงินเดือนเริ่มคิดกันแล้วว่าจะลงทุนกองไหนดี วันนี้ขอนำเคล็ดลับเบื้องต้นในการเลือกกองทุนรวม LTF-RMF มาแนะนำเพื่อนๆ ค่ะ

ปัจจุบันกองทุนรวม LTF มีทั้งหมด 52 กอง มีทั้งกองทุนที่จ่ายเงินปันผลและไม่จ่ายเงินปันผล ขณ

ะที่กองทุนรวม RMF มีทั้งหมด 103 กอง และทั้งหมดเป็นกองที่ไม่จ่ายเงินปันผล
กองทุนรวม LTF มีนโยบายการลงทุนหลักๆ 3 ประเภท
1. กองทุนที่ลงทุนหุ้น 100% โดยมีนโยบายลงทุนในหุ้นเกือบทั้งหมด 100 %
2. กองทุน 70:30 มีนโยบายลงทุนในหุ้นประมาณ 70% ที่เหลืออีก 30% ลงทุนในตราสารหนี้
3. กองทุนรวมที่เรียกกันว่า Smart เน้นลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคงปลอดภัย และมีการป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ด้วยการลงทุนตราสารอนุพันธ์ เป็นประเภทกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมากและไม่สนใจเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุน
กองทุนรวม RMF มีนโยบายการลงทุนหลักๆ 4 ประเภท
1. กองทุนลงทุนในหุ้น 100 % (มีทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ)
2. กองทุนแบบผสม
3. กองทุนลงทุนตราสารหนี้(มีทั้งไทยและต่างประเทศ)
4. กองทุนลงทุนทองคำ

จากความหลากหลายทางด้านนโยบายการลงทุนทั้งกองทุนรวม LTF และRMF ทำให้ผู้ลงทุนตัดสินใจลงทุนลำบากพอสมควร เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกกองทุนไหน เนื่องจากเมื่อลงทุนไปแล้วจะต้องอยู่ด้วยกันนานหลายปี ถึงแม้ว่าจะอนุญาตให้สับเปลี่ยนกองทุนได้ในระหว่างทาง แต่เชื่อว่าผู้ลงทุนไม่ต้องการเสียเวลาในเรื่องดังกล่าว ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็ต้องการเลือกลงทุนในกองทุนที่ใช่ตั้งแต่เริ่มต้นไปเลย

ก่อนตัดสินใจเลือกลงทุนกองทุนรวม LTF และ RMF ก่อนอื่นต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมที่จะลงทุนหรือไม่ นั่นคือ สำรวจว่ามีเงินเพียงพอหรือไม่ เพราะอย่างที่บอกว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะต้องอยู่ด้วยกันนานหลายปี ที่สำคัญต้องทำตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด

เมื่อดูตัวเองแล้วคิดว่ามีความพร้อมแล้วที่จะลงทุนกองทุนรวม LTF หรือ RMF ถัดมาก็ต้องถามตัวเองว่าชอบลงทุนแบบไหน มีสไตล์การลงทุนอย่างไร เพราะนโยบายการลงทุนแต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกันออกไป แถมกองทุนทั้ง 2 ประเภทมีรวมกันเป็นร้อยๆ กองทุน ที่สำคัญ แต่ละกองทุนมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น บางคนไม่ชอบควมเสี่ยงสูงๆ ก็ต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนกองทุนรวม LTF เพราะมีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นทั้งหมด หรือบางคนมีสไตล์การลงทุนในตลาดหุ้นแบบสั้นๆ (ชอบเทรดดิง) กองทุนรวม LTF ก็อาจไม่สอดคล้องกับสไตล์การลงทุน

เช่นเดียวกันกับกองทุนรวม RMF ที่มีนโยบายการลงทุนหลากหลาย ดังนั้น ต้องเลือกลงทุนให้ดีๆ อย่างเช่น บางคนรับความเสี่ยงได้ต่ำๆ ก็ต้องเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนตราสารหนี้ แต่ถ้าชอบความเสี่ยงสูงๆ ก็ต้องเลือกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนตลาดหุ้น ซึ่งมีให้เลือกทั้งตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นต่างประเทศ

เมื่อเลือกว่าจะลงทุนกองทุนรวม LTF หรือ RMF ไหนได้แล้ว ที่นี้ต้องเลือกดูข้อมูลว่าแต่ละกองทุนนั้นมีนโยบายการลงทุนเป็นอย่างไรบ้าง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ ก็จะมีความแตกต่างในรายละเอียด และเพื่อความรวดเร็วในการคัดเลือก ก่อนอื่นต้องเลือกว่าต้องการลงทุนอะไร ด้วยการเลือกผ่านนโยบายการลงทุนหลักๆ

ถัดจากนั้น ก็เข้าไปดูรายละเอียดของกองทุนรวมนั้นๆว่าเป็นอย่างไร เพราะอย่างที่บอกถึงแม้จะลงในหุ้นเหมือนกันแต่ก็มีทั้งหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็ก หุ้นเติบโตหรือหุ้นปันผล เช่นเดียวกันตราสารหนี้ มีทั้งพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ภาคเอกชน ตราสารหนี้ต่างประเทศ

เช่นเดียวกัน กองทุนรวมที่มีนโยบายไปลงทุนทองคำ ต้องดูว่าลงทุนทองคำในประเทศหรือมีนโยบายลงทุนทองคำในตลาดต่างประเทศ หรือกองทุนรวมแบบผสม ก็ต้องดูรายละเอียดว่าแบบผสมอะไรกับอะไร ผสมการลงทุนในสัดส่วนอย่างไรบ้าง

นอกเหนือไปจากที่กล่าวมาข้างต้นประเด็นที่ขาดไม่ได้ก่อนตัดสินใจกองทุนรวม LTF หรือ RMF คือ ต้องดูว่ากองทุนรวมนั้นๆ มีการบริหารจัดการอย่างไร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน

ถัดมาจะให้ดูว่ากองทุนรวมนั้นๆ ใครเป็นผู้จัดการกองทุน ถ้าลงไปแล้วมีผู้จัดการกองทุนมีผีมือดี มีประสิทธิภาพ ติดตามการลงทุนอยู่ตลอดเวลา ย่อมสร้างผลงานให้กับกองทุนรวมด้วยผลตอบแทนที่น่าประทับใจกว่าการลงทุนในกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนแย่ที่สุด

ต่อมาต้องดูนโยบายและสไตล์การบริหารกองทุนรวม เพราะบางกองอาจจะมีนโยบายบริหารที่เน้นการซื้อๆ ขายๆ หรือทำเทรดดิง โดยให้ดูอัตรา Turnover Ratio ถ้าอยู่ในระดับสูง แสดงว่ามีการซื้อขายบ่อย แต่ถ้าอยู่ในระดับต่ำแสดงว่านโยบายบริหารกองทุนไม่เน้นซื้อขายบ่อยๆ

และต้องดูผลการดำเนินงานในอดีต ต้องศึกษาผลตอบแทนในอดีตว่าเป็นอย่างไร ผลตอบแทนที่ทำได้เพราะอะไร ทำไมถึงทำได้ ถึงแม้ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้บอกอนาคต แต่อย่างน้อยก็บอกได้ว่าหากผลงานในอดีตทำได้ดี ในอนาคตก็น่าจะทำได้ดี หรือในอดีตทำได้แย่ ผู้ลงทุนต้องคิดแล้วว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร

โดยผู้ลงทุนควรดูผลประกอบการการลงทุนย้อนหลัง 3-5 ปี หรือตั้งแต่กองทุนก่อตั้ง (ไม่ควรดูผลประกอบการย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน) เพราะการลงทุนกองทุนรวม LTF หรือ RMF เป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้นก่อนลงทุนต้องดูความสม่ำเสมอของผลประกอบการ

ล่าสุด บริษัทมอร์นิ่งสตาร์ รีเสริช ประเทศไทยจำกัด ได้ทำดัชนีเพื่อวัดผลประสิทธิภาพการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมว่าเป็นอย่างไร เพราะอย่าลืมว่าสไตล์การลงทุนแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน บางแห่งมีความโดดเด่นในช่วงตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นบางแห่งมีความโดดเด่นในช่วงตลาดขาลง

หากใช้วิธีเลือกสไตล์การลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม จะช่วยให้ลดขั้นตอนการตัดสินใจเลือกกองทุนรวม LTF หรือ RMF ลงได้ โดยเฉพาะกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้น อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการเลือกลงทุน

วิธีการนี้ให้ดูที่ข้อมูล Upside Capture Ratio และ Downside Capture Ratio
โดย Upside Capture Ratio หมายถึง ค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดว่ากองทุนสามารถทำผลงานได้ดีหรือแย่กว่าดัชนีมาตรฐาน (Benchmark) ในช่วงตลาดขาขึ้น (ดัชนีมาตราฐานมีค่าเป็นบวก) ตัวอย่างเช่น ถ้ากองทุนรวม A มีค่า Upside Capture Ratio ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาเท่ากับ 120.23% หมายความว่า สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีมาตราฐานอยู่ 20.23% รวมถึงอาจจะบอกได้ว่ากองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ดีในช่วงตลาดขาขึ้น ดังนั้นค่า Upside Capture Ratio ยิ่งมากจะยิ่งดี (โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 100%)

ส่วน Downside Capture Ratio หมายถึง ค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดว่ากองทุนสามารถทำผลงานได้ดีหรือแย่กว่าดัชนีมาตราฐาน (Benchmark) ในช่วงตลาดขาลง (ดัชนีมาตราฐานมีค่าเป็นลบ)ตัวอย่างเช่น ถ้ากองทุนรวม A มีค่า Downside Capture Ratio ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาเท่ากับ 86% หมายความว่าสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ดัชนีมาตรฐานอยู่ 14 % รวมถึงอาจจะบอกได้ว่ากองทุนนี้มีผลตอบแทนได้ดีในช่วงตลาดขาลง ดังนั้น ค่า Downside Capture Ratio ยิ่งน้อยจะยิ่งดี (โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 100%)

จากตารางรูปภาพ จะเน้นกองทุนรวม LTF ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้น 100% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะได้ดูทั้งช่วงหุ้นขาขึ้นและหุ้นขาลง รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับการลงทุนระยะยาวด้วย จากตารางดังกล่าวพบว่าบริษัททรัพย์จัดการกองทุนรวมที่สามารถทำผลงานได้ดีในช่วงตลาดขาขึ้นได้แก่ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย), บลจ.ทิสโก้ และบลจ.กสิกรไทย ส่วนที่ทำได้ดีในช่วงตลาดขาลง ได้แก่ บลจ.กรุงศรี, บลจ.บัวหลวง และ บลจ.อเบอร์ดีน ซึ่งโดยรวมแล้วกองทุนรวมของทั้ง 6 แห่งนี้สามารถทำผลงานตอบแทนได้ดีด้วยเช่นเดียวกัน

ซื้อเฉลี่ยดีกว่า
เป็นเรื่องปกติที่ช่วงสิ้นปีหรือสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดฉลองปีใหม่จะเห็นผู้ลงทุนเข้าคิวเพื่อรอซื้อกองทุนรวม LTF หรือ RMF ตามสาขาธนาคาร ครั้นจะบอกว่าเพราะรอเงินเพื่อนำมาลงทุนช่วงปลายปีก็ไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้องนัก หรือจะรอเงินโบนัสประจำปีก็ยังไม่ใช่ สรุปแล้วการเข้าคิวยาวเหยียดมาจากความเคยชิน และเป็นความเคยชินที่ไม่ถูกต้องนัก

ที่น่าคิดไปกว่านั้น จะสังเกตว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยช่วงปลายปีจะมีความคึกคัก ทำให้ดัชนีหุ้นปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องและเมื่อดัชนีปรับขึ้นไปสูงแล้ว ถ้าลงทุนจะได้ของแพง ที่สำคัญ กองทุนรวม LTF หรือ RMF เป็นการลงทุนระยะยาว จึงไม่ควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับจังหวะการลงทุน ที่สำคัญ ถ้ายังไม่ถึงเวลาขายก็ไม่สามารถขายได้

พูดง่ายๆ ถึงจะซื้อช่วงสิ้นปี ปีถัดไปก็ไม่มีสิทธิขายออก ถึงแม้ว่าจะเห็นกองทุนรวมที่ซื้อไปให้ผลตอบแทนสวยหรูขนาดไหนก็ตาม ดังนั้น การลงทุนที่เหมาะกับกองทุนรวม LTF หรือ RMF ก็คือทยอยลงทุน หรือ Dollar Cost Average (DCA)

ถึงแม้ว่าการทยอยลงทุนจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด หากมองถึงเรื่องผลตอบแทนแต่เป็นวิธีการลงทุนที่ดีที่สุดถ้ามองเรื่องการบริหารความเสี่ยง โดยวิธีการลงทุนก็คือ ลงทุนทุกๆ เดือนเท่าๆ กัน ซึ่งทำให้ต้นทุนจะเฉลี่ยไปเท่าๆ กัน ที่สำคัญ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยังไม่กล้าลงทุนด้วยจำนวนเงินมากๆ หรือค่อนข้างระมัดระวังในการลงทุน

หมายความว่า ผู้ลงทุนไม่ควรรอลงทุนกองทุนรวม LTF หรือ RMF ในสัปดาห์สุดท้ายของทุกๆ ปี แต่ควรทยอยซื้อทุกๆ เดือน และวิธีง่ายๆ ที่สุดก็คือ ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมหักเงินเดือนในแต่ละเดือนไปเลย และถึงแม้ว่าการทยอยการลงทุนจะไม่สามารถบอกได้ว่าได้ผลตอบแทนที่ดีทุกครั้ง แต่อย่างน้อยบอกได้ว่าต้นทุนการลงทุนต่ำกว่าต้นทุนตลาด นั่นหมายความว่าโอกาสขาดทุนก็ลดน้อยลงไป

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ลงทุนควรมองการลงทุนกองทุนรวม LTF หรือ RMF ไม่ใช่แค่ประโยชน์ทางภาษี แต่ควรจะมองเป็นเรื่องการวางแผนการเงินระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ ดังนั้น ควรเริ่มลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อมีโอกาส เพราะการเก็บเงนผ่านกองทุนรวม LTF หรือ RMF มีข้อดีตรงที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และยังได้ Investment Return ในระยะยาว และไม่ได้บังคับว่าจะลงทุนปีละเยอะๆ จึงเป็นการออมเงินแบบน้ำซึมบ่อทราย นั่นคือ ค่อยๆ สะสมไป ปีไหนมีมากก็ลงทุนมาก ปีไหนมีน้อยก็ลงทุนน้อย

และยิ่งลงทุนแบบทยอยลงทุนไปทุกๆ เดือน จะยิ่งรู้สึกว่าการออมเงินไม่ใช่เป็นภาระหนัก และที่สำคัญ เมื่อถึงเวลาครบกำหนดขายแล้ว ผู้ลงทุนควรลงทุนต่อ (ห้ามขายออกไปเด็ดขาด) หากมีวินัยการออมเงินแบบนี้ เมื่อถึงวัยเกษียณจะพบว่ามีเงินเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตอย่างพอเพียง

ที่มา : วารสาร Money & Wealth ฉบับเดือน ตุลาคม 2555